ร่างบางกระเถิบเข้าใกล้ผู้ที่ยังหลับใหลอยู่อีกนิดพลางชะโงกหน้าเข้าไปพินิจใบหน้าของเขาอีกครั้งอย่างพึงใจ ของงดงามนั้นเป็นใครก็ต้องชอบและแน่นอนว่าเธอเองก็ชื่นชมในความงดงามที่สรรสร้างจากธรรมชาติเช่นกัน ขนตาของเขาช่างงอนยาว จมูกก็โด่งเป็นสันได้รูป ผิวหน้าขาวนวลที่แม้จะซีดขาวอยู่บ้างของเขาช่างชวนให้ไล้นิ้วสัมผัส แก้มที่ป่องเล็กน้อยนั่นก็น่าจับหอมสักฟอดอย่างหมั่นเขี้ยว ริมฝีบางบางแดงเรื่อก็น่ามองยิ่งนัก ยิ่งมองใบหน้ายามหลับของเขาเธอก็ยิ่งรู้สึกว่าคนผู้นี้ช่างมีใบหน้าอ่อนเยาว์ราวเด็กน้อยมิมีผิด

             ในจังหวะที่เธอกำลังเพลิดเพลินนี้เองผู้ที่ถูกจับจ้องก็ลืมตาตื่นขึ้น ทั้งสองผงะไปเล็กน้อยกอ่นที่สาวงามจะถอยกายออกอย่างเก้อเขิน ไม่ทราบว่าเขาจะคิดอย่างไรที่เธอมานั่งจ้องหน้ายามนอนของเขาเสียเพลินเช่นนี้ หากผู้ที่เพิ่งตื่นกลับมิได้ใส่ใจนัก แม้ว่าจะตกใจมิใช่น้อยที่ลืมตาขึ้นมาก็พบตากลมๆใสๆจ้องอยู่หากสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกตนตื่นนั้นช่างสำคัญกว่ามาก

             “ เจ้ายังเดินไหวหรือไม่ ”

             น้ำเสียงที่ยังคงอิดโรยเอ่ยถาม ผู้ที่เพิ่งจะลุกขึ้นยืนก็รีบผงกหัวตอบรับ

             “ เช่นนั้นเรารีบไปต่อกันเถิด ”

             อันตรายมิเคยรอให้เราเดินหนี คำสั่งสอนนี้เขายังคงจำได้ดีแม้ว่าจะผ่านมาเนิ่นนาน หากมิคาดว่าจะต้องเผชิญเข้าสักครั้งอย่างในครั้งนี้ แค่เพียงเขาลุกยืนขึ้นรังสีฆ่าฟันก็พุ่งสาดเข้าใส่จากรอบทิศเว้นเพียงด้านหลังที่เป็นต้นไม้ลำต้นใหญ่ใบหนา ศัตรูที่อยู่รายล้อมพุ่งตรงเข้ามาหาตัวเขาที่อยู่กลางวงล้อมพร้อมอาวุธในมือ สิ่งที่เขาทำได้คือผลักหญิงสาวตรงหน้าไปทางด้านหลังและชักกระบี่ขึ้นรับการโจมตีที่ไม่ต่างจากสุนัขของพวกมัน

             เคร้ง!

             กระบี่คมกริบถูกยกขึ้นกับคมดาบที่ฟาดฟันมายังบริเวณคอก่อนตวัดรับอีกหนึ่งดาบที่ฟาดเข้าใส่จากด้านข้างพลางยกเท้าขึ้นถีบกายลอยขึ้นโดยใช้ไหล่ของคนหนึ่งในกลุ่มนั้นเป็นฐาน ในสถานการณ์เช่นนี้การหนีให้หลุดจากวงล้อมของศัตรูเป็นสิ่งจำเป็น และอาศัยจังหวะรุกเข้าโดยมิรอตั้งรับคือสิ่งที่สำคัญ ทันทีที่เท้าแตะลงพื้นผู้ที่ตกเป็นเป้าโจมตีก็เบี่ยงกายหลบคมดาบก่อนวาดเพลงดาบเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามอย่างคล่องแคล่วและฉับไว คมดาบตวัดสะท้อนประกายแดดยามเช้า ชายเสื้อสะบัดพลิ้วตามจังหวะการเคลื่อนไหว การย่างเท้าต่อเนื่องประกอบกับการเคลื่อนไหวที่อ่อนพลิ้วมิสะดุดนั้นราวกับการร่ายรำอันแสนงดงาม

             จุดเด่นของเพลงกระบี่ที่เขาใช้นั้นคือความรวดเร็วและอ่อนพลิ้วทดแทนเข้าในส่วนของพละกำลังที่ขาดไป ยิ่งการต่อสู้ยืดเยื้อมากสักเพียงไรเขาก็ยิ่งตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ มิต้องนับถึงในยามนี้ที่ร่างกายแสนเหนื่อยล้าไหนยังต้องพะวงอยู่กับหญิงสาวผู้ไร้เพลงยุทธ์ที่ต้องปกป้อง การรับมือกับกลุ่มคนที่มีฝีมือเหล่านี้ช่างเป็นเรื่องที่เกินตัวเขาเหลือเกิน

             “ กรี๊ดดดดด! ”

             เสียงหวีดร้องที่ดังขึ้นเรียกคนที่กำลังต่อให้ต้องหันกลับไปมองเป็นเหตุให้คมดาบเล่มหนึ่งตวัดกรีดเข้าที่ต้นแขนของเขาเสียจนเลือดอาบ

             “ อ๊ะ! ”

             แขนได้รับบาดเจ็บมิพออาวุธอีกสองยังฟาดเข้าใส่พร้อมกันเสียจนยากแก่การหลบพ้น ตะบองหนึ่งกระทุ้งเข้าใส่ท้องน้อยของเขาอย่างเต็มแรง ในขณะที่อีกหนึ่งกระบี่ตวัดเข้าที่สีข้าง

             พลั่ก!

             ร่างบอบบางเกินบุรุษกระแทกลงบนพื้นที่สุมอยู่ด้วยเศษใบไม้แห้ง ร่างกายปวดร้าวราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ท้องที่ถูกตะบอกจุกเสียจนแทบจะหายใจไม่ออก แม้จะอยากเข้าไปช่วยสาวงามแซ่เริ่นที่ถูกพวกมันคนหนึ่งยึดตัวไว้ก็มิสามารถทำได้ ตอนนี้เขาไม่มีแรงแม้แต่จะยกแขนขึ้นจับกระบี่แล้ว

             กลุ่มคนร้ายในชุดพรางตนย่างเท้าเข้ามาอย่างมาดร้ายแลกระหยิ่มใจด้วยดูออกว่าตัวของเขาหมดสภาพที่จะต่อกรกับมันแล้ว ชะตาชีวิตของเขาช่างสั้นนักคงมิวายถูกพวกมันสังหารด้วยวิธีการอันทารุณเป็นแน่แท้ เสียดายก็เพียงเป้าหมายที่เขามียังไม่บรรลุอีกทั้งคนที่เขาช่วยเหลือยังมิรอดพ้นก็เท่านั้น

             หยาดน้ำใสๆเริ่มคลอและหลั่นรินทางหางตา คนที่เข้ามาใกล้มองหยาดน้ำตานั้นอย่างดูแคลน จากดวงตานั้นชี้ชัดว่าพวกมันกำลังยิ้มเยาะเขาอยู่ หากเขาก็มิสามารถตอบโต้อะไรใดๆได้ทั้งสิ้น ที่ทำได้คือหันไปมองดวงหน้าของสาวงามที่อาบไล้ด้วยหยาดน้ำตาอย่างขออภัย ก่อนจะหลับตาลงเพื่อรอรับชะตากรรมที่ยากจะหลีกเลี่ยง
 

 

 

             เสียงของใบไม้ยังคงพลิ้วไหวล้อริ้วสายลมที่พัดผ่าน ไอแดดที่ตกกระทบใบหน้ายังคงอบอุ่นดั่งเช่นวันวาน ที่เขาว่าจิตของผู้ที่ใกล้ดับมักจะสงบนิ่งคงเป็นเช่นนี้นี่เอง เขาไม่รู้สึกถึงรังสีฆ่าฟันอีกต่อไม่ ไม่สัมผัสถึงคมดาบที่น่าจำกำลังกรีดผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกาย ไม่รู้สึกแม้กระทั่งความเจ็บปวดใดๆ ไม่รู้สึกถึงอะไรเลย

             ไม่รู้สึกถึงอะไรเลย!

             ความแปลกประหลาดเริ่มเข้ามแทนที่จิตใจที่สงบนิ่ง เขาลองปรือตาขึ้นมองภาพรอบตัวอีกครั้ง หากสิ่งที่เห็นก็ทำให้เขาต้องประหลาดใจเป็นอย่างมาก เหล่าชายคนร้ายที่ยืนค้ำศีรษะของเขาเมื่อครู่ได้อันตรธานไปเสียแล้ว มิหน่ำซ้ำคนที่วิ่งเข้ามาใกล้ยังคงเป็นคุณหนูเริ่นที่มีน้ำตาอาบอยู่เต็มใบหน้า คนที่เสียขวัญนั่งลงข้างๆกายที่ยังจุกจนขยับไม่ได้ของเขาและก้มลงกอดตัวของเขาไว้ ใบหน้ากลมน่ารักราวซาลาเปาลูกน้อยนั่นซบลงมาตรงที่ๆไม่ควรซบ แต่ดูเหมือนเธอจะมัวแต่ร้องไห้จนไม่รู้สึกถึงสิ่งที่ควรจะรู้สึกแม้แต่น้อย

             แม้จะรู้สึกขัดเขินอยู่บ้างแต่เธอกลับรู้สึกดีในความเป็นห่วงที่คนๆนี้มีให้ ความรู้สึกนี้เรียกรอยยิ้มบางๆของเขาได้แม้ว่าร่างกายจะสุดเจ็บปวดและจุกแน่นจนหายใจไม่สะดวกก็ตาม เขารู้สึกราวกับร่างทั้งร่างนั้นหมดสิ้นเรี่ยวแรง อีกทั้งสติยังมึนงงเป็นยิ่งนัก และสุดท้ายคนที่บาดเจ็บก็หมดสติไปโดยมีภาพของบุรุษผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาใกล้เป็นภาพสุดท้ายของการรับรู้

 


             ละอองน้ำพราวสะท้อนไอแดด แมกไม้โบกไหวตามแนวลม ไม้ดอกบานสะพรั่งชวนชม เหล่าสกุณาน้อยบินหยอกล้อกันอย่างรื่นเริงใจ เสียงตวัดไหวของคมกระบี่ที่แหวกผ่านอากาศชวนฟังรับกับท่าทางร่ายรำที่แสนองอาจผิดมาดคนหาของป่าที่เขาเอ่ยอ้างนั้นชักชวนให้ผู้ที่ไม่มีอะไรทำอย่างเริ่นเจีนเซวียนทอดสายตามองอย่างเพลินตา

             เป็นเวลากว่าสามวันแล้วที่เธอพำนักอยู่ที่นี่ บ้านหลังน้อยริมทะเลสาบอันกว้างใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเชิงเขา สถานที่อันเงียบสงบและงามวิจิตรที่ชายผู้หาของป่ากับคุณตาของเขาเป็นเจ้าของ

             “ ได้เวลาป้อนยาให้เพื่อนแล้วล่ะ แม่หนู ”

             ชายชราผู้ใจดีเดินมาเรียกเธอพร้อมชามใส่ยาในมือ เริ่นเจียเซวียนรับชามนั้นมาพร้อมเอ่ยขอบคุณก่อนเดินกลับเข้าไปในตัวบ้านที่อบอวลไปด้วยกลิ่นของสมุนไพรหลากหลายชนิด ผ้าม่านที่ปิดกั้นห้องถูกเลิกขึ้นช้าๆ เขาคนนั้นของเธอยังคงนอนหลับไม่ได้สติอยู่บนเตียงไผ่ที่แข็งแรง หญิงสาวหย่อนกายลงนั่งลงบนริมเตียงไผ่นั้นพลางประคองศีรษะของผู้ป่วยขึ้นนอนบนตักของเธอ และกรอกยาลงเข้าปากของเขาทีละน้อยให้ไหลลงคอไปอย่างช้าๆ

             อันที่จริงจะเรียกว่าเขาก็คงมิได้ ด้วยคนที่เธอกำลังป้อนยาให้อยู่นี้แท้จริงแล้วคือสตรีเพศไม่ต่างไปจากเธอ มิทราบเช่นกันว่าเหตุใดเขาจึงต้องแต่งกายเยี่ยงบุรุษเที่ยวออกตระเวนไปเรื่อยๆเพียงลำพัง หากไม่เป็นเพราะมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมและรักอิสระยิ่งชีวิตแล้ว ก็คงเป็นเพราะเหตุผลสำคัญบางประการที่ผลักดันให้หญิงสาวคนนี้ต้องออกเดินทางไปทั่วเพื่อให้บรรลุในสิ่งที่ต้องการนั้นเป็นแน่

             ยาข้นสีดำเกลี้ยงชามแล้ว เริ่นเจียเซวียนค่อยๆประคองศีรษะของผู้ป่วยลงบนหมอนนุนดังเดิมก่อนจะเดินไปหยิบผ้าสะอาดกับถังน้ำใบย่อมมาชำระร่างกายให้คนที่ยังไม่ได้สติ ในที่แห่งนี้มีบุรุษอยู่ถึงสองคน ตัวเธอที่เป็นสตรีเพียงผู้เดียวจึงรับหน้าที่ดูแลเธอคนนี้มาด้วยความเต็มใจ สำหรับผู้มีพระคุณแล้วการดูแลเท่านั้นมิใช่เรื่องหนักหนาเลย

             ผลัดเปลี่ยนชุดและผ้าพันแผลเสร็จหญิงสาวก็เดินออกมาหน้าบ้านอีกครั้ง ริมลำธารว่างเปล่าไร้วี่แววของเจ้าของบ้าน คนหาของป่าเลิกฝึกซ้อมเพลงกระบี่ของเขาแล้ว เสียงกุกกักดังขึ้นจากอีกด้านหนึ่งของตัวบ้าน หญิงสาวเดินตามเสียงนั้นไปก็พบกับคนหาของป่า จากตระกร้าสานในมือของเขาคาดว่าเจ้าตัวคงกำลังจะออกไปเก็บสมุนไพรบนภูเขาอีกครั้ง

             “ ท่านจะขึ้นเขาหรือคะ ”

             มือที่หยิบตะกร้าสานและข้าวของอื่นๆนั้นยังคงทำงานต่อไปไม่มีสะดุด ในขณะที่ปากก็ตอบกลับ

             “ สมุนไพรที่จะนำมาปรุงยาให้เพื่อนของเจ้าหมดเสียแล้วล่ะ ข้าออกไปครั้งนี้คาดว่ากว่าจะได้กลับคงเย็น วานเจ้าดูแลท่านตาด้วย ”

             พูดจบก็หันมายิ้มให้เธอพลางเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับของสิ่งหนึ่ง

             “ สิ่งนี้ให้เจ้าไว้ป้องกันตัว ถ้าเกิดคนกลุ่มนั้นบุกเข้ามาระหว่างนี้ขอให้เจ้าพาเพื่อนของเจ้าหนีไปโดยเร็วตามเส้นทางที่ข้าเคยบอกไว้ ”

             ที่เขายื่นมาให้ก็คือถุงย่ามเก่าๆใบหนึ่ง เริ่นเจียเซวียนรับมาอย่างใคร่รู้ และเมื่อเปิดดูสิ่งที่อยู่ภายในดวงตาสุกใสก็พราวเป็นประกาย เขาให้ของเล่นใหม่แก่เธอแล้ว

             “ ขอบอกอีกครั้งว่านี่คือสิ่งป้องกันตัว อย่าได้คิดนำมาใช้เล่นเป็นอันขาด มิเช่นนั้นถ้าข้ากลับมาไม่ทันแล้วเกิดอะไรขึ้นมาข้าเองก็มิสามารถช่วยเจ้าได้ ”

             ชายหนุ่มเอ่ยสำทับด้วยไม่ไว้วางใจในดวงตาใสๆเป็นประกายที่เขาเห็น ยอมรับว่าคุณหนูผู้นี้ช่างมีนิสัยสดใสร่าเริงน่ารัก แต่สำหรับเรื่องซุกซนใคร่รู้อยากลองนี่ก็บอกได้เช่นกันว่าสาวน้อยคนนี้มีอยู่พอตัว ภายในย่ามนั้นมีของอยู่มากมายที่ทั้งเป็นประโยชน์และเป็นอันตราย ยาเม็ดใช้รักษาอาการเจ็บไข้ ยาทารักษาบาดแผล อีกทั้งยังมีผงยาหลายชนิดในขวดใบน้อยทั้งหลายนั้นที่สามารถสยบได้แม้กระทั่งพยัคฆ์ร้ายในดงไพร แม้ตัวยาทุกๆชนิดจะมีแผ่นป้ายชี้แจงวิธีการใช้และบอกสรรพคุณไว้ แต่ขืนเขาไม่บอกกล่าวห้ามปรามไว้ก่อนคาดว่าสมุนไพรที่เขาต้องไปหามามีหวังได้ใช้งานเป็นแน่

            เริ่นเจียเซวียนสบสายตาที่มองมาอย่างรู้ทันก่อนจะรับคำเสียงใส แม้ว่าเธอจะมีความใคร่รู้อยู่ในตัว กระนั้นกับสิ่งที่เป็นอันตรายเช่นขวดยากลุ่มนี้เธอก็มิกล้าคว้าขึ้นมาขว้างเล่นหรือทดลองสูดกลิ่นหรอก ถ้าจะเสี่ยงชีวิตเช่นแล้วนั้นมิสู้เข้าไปขอร้องท่านตาของเขาให้ถ่ายทอดวิชาการใช้สมุนไพรมิเป็นการดีหว่าหรอกหรือ

             “ ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว ข้าไปล่ะ ”

             หญิงสาวมองตามแผ่นหลังของผู้ที่เดินออกไปไกลอย่างครุ่นคิด ท่าทางยามก้าวเดินของเขายังเหมือนครั้งแรกที่เขาปรากฎตัวขึ้นมิมีผิด ชุดเครื่องมือเก็บสมุนไพรที่เขาถือก็มิได้ต่างไปจากเวลานั้นที่เขายื่นมือเข้าช่วยเหลือเธอกับแม่นางเฉินที่กำลังเสียท่ากลุ่มคนร้ายเสียจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด หากเขาไม่บอกเธอว่าตัวเองเป็นคนหาของป่าในดงเขานี้แล้ว เธอย่อมคาดเดาว่าเป็นหนึ่งในผู้กล้าที่ช่ำชองเพลงยุทธ์เป็นแน่แท้

             ในยามนั้นแม่นางเฉินที่บาดเจ็บได้สิ้นสติไปเสียแล้ว ชายผู้นี้ได้พาพวกเธอกลับลงมายังบ้านหลังเล็กที่เงียบสงบแห่งนี้ ก่อนให้ท่านตาของเขาเป็นผู้รักษาบาดแผลให้แก่คนที่บาดเจ็บ เมื่อยามที่มาถึงบ้านเลือดที่แข็งกรังอยู่บนปากแผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำชี้ชัดว่าในคมดาบที่กรีดผ่านผิวหนังของเขานั้นอาบไว้ด้วยยาพิษขนานหนึ่ง ท่านตาผู้ชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรบอกกับเธอว่าพิษชนิดนี้แม้ไม่ส่งผลถึงชีวิต แต่ก็นับว่าเป็นฝันร้ายสำหรับผู้ที่เป็นวิชายุทธ์ เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียอยู่ตลอดเวลาแล้วพิษยายังเข้าไปสกัดมิให้ผู้ต้องพิษสามารถรีดเร้นกำลังของตนได้

             จะนับว่าเป็นเคราะห์ดีก็ว่าได้ที่หนทางแก้ไขยังคงมี แม้จะมิอาจถอนพิษได้โดยสมบูรณ์แต่พิษร้ายนั้นก็สามารถสกัดฤทธิ์ไว้ได้ด้วยสูตรยาของคุณตา ด้วยเหตุนี้ชายผู้หาของป่าจึงต้องขึ้นไปเก็บสมุนไพรที่ต้องใช้ในการปรุงยาในยามบ่ายของทุกๆวัน ทิ้งคนทั้งสามที่ดูแล้วไม่น่าจะช่วยเหลือตัวเองได้ไว้ในบ้านหลังน้อยให้คอยดูแลกันเอง

             “ ข้าไปอยู่เป็นเพื่อนท่านตาก็ได้ ”

 

 


             สายลมโบกพัดชายผ้าไหมมันลื่นให้ไหวพลิ้มไปตามลม ร่างบางเคลื่อนกายไปอย่างแช่มช้าไม่รีบร้อน ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอย่างรื่นเริงใจ ในขณะที่สายตาสอดส่ายไปทั่วตัวบ้าน ท่านตาอยู่ที่ใดกันหนอ

             “ ที่แท้ท่านก็อยู่ที่นี่เอง ”

             เสียงใสๆร้องทักเมื่อพบชายชรานั่งอยู่ริมขอบเตียงที่คนป่วยนอนอยู่ ท่านตาลืมตาขึ้นพลางถอนนิ้วออกจากข้อมือของแม่นางเฉินก่อนหันมาเอ่ยกับหญิงสาวที่เดินเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้ม

            “ข้าลองตรวจชีพจรดูแล้ว คาดว่าอีกไม่นานนักแม่นางผู้นี้ก็จะได้สติ ”

           พูดจบชายชราก็เหลือบมองไปยังกระบี่เล่มที่วางอยู่ข้างกายของผู้ที่ยังไม่สติ ริมฝีปากภายใต้หนวดเคราสีขาวพึมพำบางอย่างกับตนเอง ด้านเริ่นเจียเซวียนที่ไม่ทันได้สังเกตอะไรนั้นก็เดินเข้ามาดูคนป่วยใกล้ๆอย่างยินดี อีกไม่นานแล้วสินะที่เธอจะได้กลับบ้าน เธออาศัยอยู่ที่นี่นานหลายวันแล้วกังวลว่าท่านพ่อและท่านแม่ของเธอคงจะร้อนใจที่เธอหายตัวมาอยู่ไม่ใช่น้อย

           ด้วยฐานะของครอบครัวเธอนั้นไม่มีแม้สักครั้งที่เธอจะได้ออกมาเที่ยวเล่นนอกบ้านโดยไร้ผู้ติดตาม ไม่แม้สักครั้งที่เธอจะอยู่ไกลหูไกลตาของผู้เป็นบุพการี ทุกๆที่ที่เธอไปหรือทุกๆสิ่งที่เธอประสงค์มักจะได้รับการอำนวยความสะดวกสารพัด ภยันตรายรอบด้านมักจะได้รับการคุ้มภัยจากเหล่าผู้คนในเมือง มิคาดเลยว่าเพียงแค่การเที่ยวเล่นโดยไร้ผู้คุ้มภัยเพียงครั้งเดียวจะทำให้ชีวิตที่ราบเรียบของเธอต้องเปลี่ยนไป เพียงชั่วข้ามคืนเดียวจากวันนั้นสิ่งที่เธอพบเจอล้วนแตกต่าง คนร้ายที่หมายเอาชีวิต มิตรสหายที่ไม่คาดฝัน ความหวาดกลัวยามไร้ที่คุ้มภัย และความอุ่นใจจากความห่วงใยอันบริสุทธิ์จากเหล่าคนแปลกหน้า

           คำว่าน้ำใจช่างใหญ่ยิ่งและใช่จะหาได้ง่ายดายนัก แต่มิใช่เพราะคำว่าน้ำใจหรอกหรือที่ทำให้สหายผู้มีพระคุณของเธอต้องมาประสบกับอันตรายถึงชีวิตเช่นนี้ แม้จะผ่านพ้นดินแดนแห่งความตายมาได้แต่สิ่งที่ยังหลงเหลือจากนี้นั้นไม่ว่าใครก็คงทำใจได้ยาก เป็นเพราะตัวเธอเองแท้ๆที่ไร้ความสามารถ เป็นเพราะเคราะห์ร้ายของเธอที่ลากสหายผู้นี้เข้ามาจนบาดเจ็บและต้องพิษร้าย หากตัวเธอมีวรยุทธ์แม้เพียงน้อยก็คงจะสามารถช่วยเหลือคนผู้มีน้ำใจต่อเธอได้มากกว่านี้มิใช่เพียงยืนหลบอยู่ด้านหลังรอรับความอนุเคราะห์หรือเกราะกันภัยจากใครๆเพียงเท่านั้น

 

 

edit @ 20 Mar 2010 23:05:23 by มังกรฟ้า