ท้องทุ่งเขียวขจี ผืนฟ้าสีคราม ทิวเขาตระหง่าน และทะเลสาบเขียวใส ทัศนียภาพอันไฉไลที่กวีเกือบทุกนามบนแผ่นดินจักต้องเคยตวัดปลายพู่กันพรรณณาก่อสุนทรียภาพในจินตนาการของเหล่าผู้ชื่นชมในสุนทรีย์กวีศาสตร์แขนงนี้ เช่นเดียวกับแม่บทกวีทั้งหลายที่เอื้อนเอ่ยถึงกษัตริย์ผู้กล้า นักรบเกรียงไกร เมรัยกับนารี บทกวีอันหลากหลายที่แสนไพเราะหากน่าเบื่อเหลือทนสำหรับผู้ที่ต้องนั่งท่องถ้อยคำเหล่านี้วนไปวนมาตลอดทั้งบ่ายอย่างเริ่นเจียเซวียน

       “ คุณหนูเริ่น ไม่ทราบว่านอกหน้าต่างนั่นมีสิ่งอันใดน่าชมไปยิ่งกว่าบทชมพฤกษาของอู่จิ้งอีกหรือ ”

       เสียงทุ้มนุ่มแฝงแววตำหนิในทีของชายวัยชราดังขึ้นเมื่อความสนใจของศิษย์สาวมิได้อยู่กับตำราตรงหน้า เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดกิ่งโบตั๋นที่ไร้ดอกใบข้างนอกนั่นถึงได้เรียกความสนใจจากหญิงสาวได้มากกว่าบทกวีอันทรงคุณค่านี้ได้

       “ เฮ้อ...คุณหนู ต้องให้ข้าพูดอีกสักกี่ครั้งกัน ทรัพย์อื่นใดมีค่ายิ่งกว่าทรัพย์แห่งปัญญาไม่มี ท่านเองก็อยู่ในวัยที่สมควรจะออกเรือนแล้วยิ่งสมควรศึกษาท่องจำตำราให้มาก มิเช่นนั้นครอบครัวที่ท่านต้องดองด้วยอาจดูแคลนได้ว่าบุตรีท่านคหบดีเริ่น... ”

       “ ข้ารู้แล้วๆ ท่าจะบอกว่าสามีในอนาคตของข้าอาจดูแคลนว่าข้าไร้ปัญญา มิควรค่าแก่การช่วยรักษากิจการและสืบสกุลใช่ไหม ”

       ถ้อยคำสั่งสอนนี้เธอฟังมาเป็นร้อยครั้งแล้วย่อมจำได้อย่างขึ้นใจ สังเกตจากสีหน้าและหนวดขาวๆที่กระตุกเล็กน้อยอย่างเตรียมจะสั่งสอนเธอที่ขัดแทรกคำพูดของเขาก็ทราบแล้วว่าสิ่งที่เธอพูดไปนั้นไม่มีผิดพลาด แต่ครั้นจะให้เธอนั่งฟังเขาบ่นพล่ามต่อถึงข้อปฎิบัติของกุลสตรีและยัดเยียดบทกวีไร้สาระที่หาประโยชน์อะไรไม่ได้มากกว่าทำให้ทราบว่าดอกไม้ในแปลงของเขาช่างงามเหลือแสนนั้นแล้ว มันก็เกินว่าเธอ
จะทนได้จริงๆ

       “ ท่านอาจารย์ ข้าจำได้แล้ว มวลไม้บานชูช่อ หน่อพฤกษกแตกยอด ภุมรินบินหยอกล้อ หยาดละอองน้ำพร่างพราย บานกลีบคลี่บานแย้ม แต่งแต้มขาวแดงส้ม เกสรล่องลอยลม งามสมสวรรค์กลาย ”

       ปากท่องไปใจก็คิดค้าน เธอแคลงใจเหลือเกินว่าผู้คนทั้งแผ่นดินใช้มาตรฐานอันใดในการยกย่องเยินยอบทชมพฤกษานี้ได้ว่ารื่นหูรื่นปากและไพเราะเหลือแสน ใจความอันใดก็ไม่มี สอดคล้องกับชื่อบทหรือก็หาไม่ แทนที่จะให้เธอมานั่งท่องจำบทกวีที่ไร้สาระหาหลักเหตุผลอะไรเช่นนี้มิได้ สู้ให้เธอท่องจำตำราพิชัยยุทธเล่มหนาหรือออกไปเที่ยวเล่นหาประสบการณ์ใหม่ๆมิเป็นการดีกว่าหรอกรึ

       ชายชราคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจที่ศิษย์สาวท่องบทกวีได้อย่างถูกต้อง จริงอยู่ว่าคุณหนูเริ่นผู้นี้ชอบที่จะเอาใจเขวไปหาสิ่งอื่นใดทั้งหลายระหว่างเรียนเสมอ หากก็ไม่มีบทเรียนใดที่เขาสอนที่เธอจำมิได้ ลึกๆในใจเขาก็รู้สึกเสียดายเหลือเกิน ถ้าหากเธอคนนี้เกิดมาในเพศบุรุษมิใช่สตรีเพศอย่างที่เป็นแล้วเชื่อได้เลยว่าตระกูลเริ่นจะต้องรุ่งเรืองด้วยปราชญ์หนุ่มผู้ปราดเปรื่องประเทืองปัญญาเป็นแน่แท้ แต่ในเมื่อคนเรามิสามารถเลือกกำเนิดได้ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามที่สวรรค์กำหนด

       “ เก่งมากคุณหนู ในเมื่อท่านท่องจำได้แล้วงั้นข้าก็ขอจบการเรียนในวันนี้เพียงเท่านี้ก็แล้วกัน ”

       สวรรค์! เธอรอคำนี้มาตั้งนาน มันเผาจ๋า พลับแช่อิ่มจ๋า รอก่อนนะ เธอจะไปหาเดี๋ยวนี้ล่ะ

       ร่างบางผุดลุกขึ้นทำความเคารพผู้สูงวัยก่อนจะวิ่งออกไปจากห้องหนังสือทันทีไม่รีรอแม้กระทั่งจะจัดเครื่องแต่งกายให้เข้าที่ลำบากถึงหญิงรับใช้คู่กายที่ไม่ลืมคว้าเสื้อคลุมสีดอกเหม่ยบางพลิ้วของเจ้านายสาววิ่งตามไปติดๆ เห็นทีเธอคงจะต้องเตือนคุณหนูของเธออีกครั้งว่าแม้มิต้องรีบเร่งไปเช่นนี้ โต๊ะของโรงเตี๊ยมเหลามีที่ว่างสำหรับคุณหนูของเธอเสมอ

 

 


       โรงเตี๊ยมเหลายังคงพลุ่กพล่านด้วยผู้คนและนักเดินทางที่สัญจรไปมาเช่นเคย เถ้าแก่เหล่าที่มีชื่อเพียงพยางค์เดียวว่าอี้ง่วนอยู่กับการดีดลูกคิดอยู่หลังโต๊ะบัญชีนิ้วเป็นระวิงจนลืมสังเกตว่าหน้าร้านมีแขกมาเพิ่มอีกสองคน จนกระทั่งเงาดำของใครคนนึงทาบลงมาบดบังแสงที่
ส่องลงสมุดบัญชีของเขาเหลาอี้จึงได้เงยหน้าขึ้น สาวรับใช้หน้าขาวซีดที่อยู่ตรงหน้าเรียกรอยยิ้มรับแขกจาเหลาอี้ได้ในทันที มองเลยไปด้านหลังก็พบกับเจ้านายสาวของเธอที่ยืนแทะมันเผาอยู่อย่างไม่เกรงสายตาใคร

       “ เชิญแม่นางทั้งสองทางนี้ วันนี้ข้าเตรียมใบชาชั้นดีไว้รับรองท่านพร้อมขนมแป้งนึ่งราดถั่วแดงกับน้ำเชื่อมจากยื่อเปิ่นกั๋วไว้รับรองพวกท่านแล้ว ”

       ขนมและน้ำชาถูกยกออกมาวางเมื่อแขกทั้งสองนั่งลง น้ำชาสีทองอร่ามที่ชงจากใบชาชั้นดีส่งกลิ่นหอมยวนจมูกในกาถูกยกรินช้าๆ ภายในจานมีขนมแป้งนึ่งลูกกลมสีขาวเสียบไม้ครึ่งหนึ่งราดด้วยถั่วแดงและอีกครึ่งราดด้วยน้ำเชื่อมหวาน เริ่นเจียเซวียนมองขนมตรงหน้าอย่างสนใจพลางเอ่ยถามเถ้าแก่

       “ เถ้าแก่ ขนมนี่มีชื่อเรียกว่าอะไหรือ ”

       “ ขนมจากต่างแดนนี้มีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่าดังโงะขอรับ ”

       เถ้าแก่โค้งให้แขกคนสำคัญทั้งสองอีกครั้งก่อนเดินกลับไปประจำหลังโต๊ะคุมบัญชี ในขณะที่สาวงามในชุดคลุมสีดอกเหมยลองหยิบขนมในจากขึ้นกัดคำหนึ่ง แป้งนุ่มกับรสหวานๆของถั่วแดงถูกปากเธอมิใช่น้อย ยิ่งทานคู่กับน้ำชาหอมๆแล้วด้วยยิ่งสร้างความสำราญใจให้กับเธอได้มากนัก โรงเตี๊ยมที่มีผู้คนพลุ่กพล่านย่อมรวมเหล่าคนที่หลากหลายไว้ มีทั้งปัญญาชนที่เพลิดเพลินกับอาหารอันโอชะ นักเลงสุราที่ท้าดวลสุรากันอย่างครื้นเครง นักเดินทางที่แวะพักระหว่างทาง ไปจนถึงชาวยุทธ์ทั้งหลายที่แบกสะพายอาวุธของตนเข้ามานั่งในร้านอย่างไม่เกรงสายตาหวาดกลัวของใครหลายคน

       ผู้ที่พกอาวุธทั้งหลายยังคงนั่งดื่มกินอาหารอย่างสบายใจ แต่ในบรรดาคนที่แลดูน่ากลัวเหล่านั้นกลับมีอยู่เพียงคนหนึ่งที่ดึงดูดสายตาของเธอ ผิวพรรณสะอาดเกลี้ยงอย่างผู้มาจากตระกูลชั้นสูง กิริยาท่าท่างามสง่าไม่ขัดตา เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ถูกตัดเย็บอย่างดีสะอาดสะอ้านยิ่งขับรัศมีความงามจับตา หากไร้กระบี่ยาวข้างกายนั่นแล้วเธอคงคาดว่าเขาเป็นเพียงปราชญ์ผู้ทรงภูมิหาใช่ชาวยุทธ์ที่เทียวตะลอนไปทั่วยุทธจักร เวลาผ่าน
ไปพักใหญ่ขนมหมดไปครึ่งไม้แล้วแต่สาวใช้คนสนิทก็ยังคงมองหน้าเธออย่างใคร่จะเอ่ยคำแต่ไม่กล้าขัดความสำราญในการกินของเธอ จนอดไม่ได้ที่จะถาม

       “ ซีเอ๋อร์ เจ้ามีอะไรหรือเปล่า อยากกินขนมก็เอาสิข้าอนุญาต ”

       ตัวเธอไม่สบายใจจะแย่อยู่แล้วคุณหนูยังมัวห่วงกินขนม มิได้สังเกตหรือไงกันว่าบุรุษหน้าตาโหดเหี้ยมด้านหลังนั่นเอาแต่จ้องมานี้ด้วยสายตาไม่น่าวางใจตั้งแต่ตอนที่พวกเธอเข้ามาเยือนในร้านแล้ว แต่ครั้นจะเอ่ยไปตามตรงก็เกรงคุณหนูของเธอจะหวาดกลัว สาวใช้แสนดีจึงเอ่ยเลี่ยง

       “ คุณหนูคะ วันนี้นายหญิงท่านอุตส่าห์เข้าครัวด้วยตัวเอง บ่าวเกรงว่าท่านทานขนมนี้แล้วจะอิ่มจนทานกับข้าวของนายหญิงไม่ได้ เรากลับกันเร็วหน่อยดีกว่านะเจ้าคะ ”

       ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี เธอไม่อยากให้คุณหนูของเธอนั่งอยู่ตรงนี้ต่อแม้สักวินาทีเดียว แต่คนที่ห่วงกินกลับไม่ใคร่จะให้ความร่วมมือนัก นอกจากหันมาคลี่ยิ้มให้อย่างสบายอารมณ์แล้วยังยัดขนมอีกหนึ่งไม้ที่เหลือใส่มือของเธออีกด้วย แถมพอเธอจะอ้าปากแย้งยังรีบขัด

       “ เรามั่นใจว่ากระเพาะของเรายังไม่เต็มง่ายๆด้วยขนมแค่นี้ แต่ถ้าเจ้าห่วงนักก็รีบกินขนมหมดไม้เสียแล้วเราค่อยกลับ ”

       “ โธ่! คุณหนู... ”

 

 


       สองร่างบอบบางเดินอยู่ในตรอกที่ล้อมรอบด้วยกำแพงหิน ในที่สุดพวกเธอก็ออกมาจากโรงเตี๊ยมนั่นได้เสียทีหลังจากทีเธอรีบยัดขนมเข้าปากอย่างไม่สนมารยาทและไม่กลัวติดคอ เถ้าแก่เหลามองเธออย่างประหลาดใจสุดๆที่วันนี้เธอกับคุณหนูมิได้อยู่ต่อจนเขาหาขนมอีกจานมาให้อย่างทุกๆที แต่ก็นั่นเล่าเธอไม่ยอมให้คุณหนูของเธอนั่งแช่อยู่ท่ามกลางกลิ่นอายของความอันตรายนั่นต่ออีกไม่ได้แม้ว่าคุณหนูคนสวยจะมีท่าทีกระเง้ากระงอดเล็กน้อยก็ตาม

       “ คุณหนูสัญญากับบ่าวแล้วนะเจ้าคะ ”

        “ แต่เจ้าก็ไม่เห็นจะต้องเร่งเราขนาดนี้เลยนี่ซีเอ๋อร์ แค่รอให้เถ้าแก่ห่อขนมให้เราอีกสักครู่ก็ไม่ได้ ”

       “ ก็บ่าว... ”

       “ มีอะไรเจ้าก็พูดมาตามตรงสิ ข้าเห็นเจ้านั่งลุกลี้ลุกลนตั้งแต่ในร้านแล้ว ดูท่าทางที่อยากให้ข้ารีบกลับคงจะไม่ใช่เป็นเพราะกลัวข้าอิ่มแล้วกระมัง ”

       “ อ่า... ”

        ยังมิทันเอ่ยคำสายลมเย็นเยียบก็พัดผ่านข้างแก้มของเธอไปอย่างรวดเร็วจนเธอรู้สึกเจ็บแสบ ที่ปักอยู่บนกำแพงหินด้านหลังของคุณหนูนั่นมิใช่มีดสั้นหรอกหรือ

       “ คุณหนูหลบเร็ว! ”

       มีดสั้นคมกริบพลาดเป้าไปอย่างน่าเสียดาย เริ่นเจียเซวียนที่เซไปชนกับกำแพงหันกลับมามองสาวใช้ที่ช่วยตนไว้อย่างตื่นตะลึง เลือดสีแดงข้นไหลซึมเสื้อผ้าออกมาจากบาดแผลที่มีมีดสั้นปักลึกจนน่ากลัว น้ำตาของซีเอ๋อร์เริ่มหลั่นรินด้วยความเจ็บและความหวาดกลัวในสิ่งที่พวกเธอกำลังเผชิญ คุณหนูของเธอถูกคนปองร้าย!

       วูบ!

       เงาสีดำเคลื่อนเข้ามาใกล้อย่างที่หญิงสาวทั้งสองมิทันได้ระวังตน ดาบเล่มหนาเสือกเข้ามาอย่างรวดเร็วหวังเรียกเลือดจากสาวงามที่ยืนตะลึงงัน เจียเซวียนหลับตาลงด้วยรู้ดีว่าตนคงไม่รอดไปจากดาบนี้ได้มิคาดเลยว่าวิถีของดาบจะถูกเบี่ยงออกด้วยกระบี่เล่มเล็กที่ตวัดเข้ามาฟาดอาวุธที่กำลังจะปลิดชีวิตเธอออกไป

       เสียงกระทบกันของเหล็กจากอาวุธสองชนิดยังดังต่อเนื่องอยู่ไม่ห่าง สาวงามที่ลืมตาขึ้นอย่างุนงงมองประกายไฟจากการประมือของทั้งสองคนภาพเบื้องหน้าอย่างหวาดเสียว เธอไม่คิดเลยว่าตัวเองจะต้องมาอยู่ท่ามกลางการสู้รบปรบมือกันเช่นนี้ เสียงร้องเรียกชื่อของเธอจากสาวใช้ที่บาดเจ็บเรียกให้เธอเข้าไปประคองร่างที่ทรุดอยู่กับพื้นขึ้น เลือดจากบาดแผลนี้ช่างมากนักจนย้อมแขนเสื้อให้เป็นสีแดงชุ่มโชกเกินกว่าครึ่ง ถ้าเธอไม่ทำอะไรสักอย่างซีเอ๋อร์มีหวังได้ไปเฝ้าองค์เง็กเซียนบนสวรรค์แน่แท้

        “ ทนหน่อยนะ ”

        เริ่มเจียเซวียนบอกพลางฉีกเสื้อคลุมของตนเป็นริ้วๆอย่างไม่เสียดาย แขนของคนที่บาดเจ็บถูกยกขึ้นฉีกแขนเสื้อออกและมัดผ้าที่เหนือปากแผลแน่นเป็นการห้ามเลือด ก่อนที่มือบางจะกำด้ามมีดแน่นก่อนกระชากออกอย่างเต็มแรง

       “ กรี๊ด!! ” 

       เสียงหวีดร้องด้วยความเจ็บปวดของซีเอ๋อร์ดังขึ้นทำให้คนร้ายที่กำลังประมืออยู่กับผู้ช่วยเหลือเสียสมาธิไปจนกระบี่ด้ามยาวตวัดเฉี่ยวเข้าที่ข้อมือ แม้แผลจะไม่ลึกนักหากก็ทำให้มันไม่สามารถถืออาวุธได้อีก และในชั่วขณะที่คนร้ายในชุดพรางกายสีดำมัวแตกตกใจอยู่นั่นเอง ผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือก็ใช้เพลงมวยเท้าฟาดเข้าที่ยอดอกจนกระอักเลือด

       “ อั๊ก!! ”

       ของเหลวแดงข้นไหลออกมาจากปากของบุรุษในชุดดำ ผู้ช่วยเหลือในชุดสีเขียวอ่อนถอยออกห่างอย่างเกรงว่าเลือดแดงๆนั่นจะเปื้อนชุดพลางใช้กระบี่จี้คอของคนที่เสียท่า เสี้ยงทุ้มที่แฝงความอ่อนโยนไว้เอื้อนเอ่ยอย่างคาดคั้น

       “ เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงต้องทำร้ายหมายชีวิตสองคนนี้ด้วย ”

 

 


       ‘ ที่แท้ก็เป็นเขา ’

       เริ่นเจียเซวียนอุทานในใจเมื่อเห็นว่าบุรุษชุดเขียวที่เข้ามาช่วยตนไว้ก็คือคนๆเดียวกับผู้ที่ดึงดูดสายตาของเธอที่โรงเตี๊ยมเมื่อครู่ ลักษณะท่าทางเฉกเช่นคุณชายที่ขัดกับฝีมือในเพลงกระบี่อันเยี่ยมยอดทำให้เธอแปลกใจยิ่งนัก น้ำเสียงของเขาแม้ฟังดูคาดคั้นแต่เธก็สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยน ถ้าจะให้เธอเดาคนๆนี้น่าจะเป็นคนที่ใจดีมากๆคนหนึ่ง

       ผู้ที่ถูกกระบี่จี้ยังคงไม่ตอบคำ กลับกันยังใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ซัดเข็มทองเข้าใส่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้า แต่การกระทำนั้นก็มิได้เกิดผลอันใดเพราะปลายกระบี่นั่นตวัดเข็มทองทั้งสามเล่มออกได้ทันก่อนจะถึงตัว คนผู้นี้ช่างร้ายนัก ขนาดถูกอาวุธจี้คออยู่ยังเลือกโจมตีคนอื่นยังไม่เสียดายชีวิต จริงอยู่ที่ตัวเขาเองไม่ได้มุ่งเอาชีวิตของฝ่ายตรงข้าม แต่หากปล่อยคนเช่นนี้ไว้คนจะไม่เป็นการดีแน่

       ฟึ่บ...

       คนในชุดสีเขียวอ่อนตวัดกระบี่อีกครั้งหากจุดหมายนั้นอยู่ที่ข้อมืออีกข้างของคนร้าย การกระทำเช่นนี้ทำให้ชายในชุดพรางตัวไม่สามารถใช้อาวุธใดๆได้อีก ก่อนเขาจะปล่อยให้คนร้ายหนีไปและหันมาสนใจสตรีทั้งสองที่อยู่ด้านหลังแทน

       “ เหตุใดท่านจึงปล่อยมันไป ”

       ซีเอ๋อร์ร้องถามอย่างไม่เข้าใจ คนๆนั้นทำร้ายเธอและเกือบจะฆ่าคุณหนูของเธออยู่แล้ว แต่ทำไมคนๆนี้ถึงได้กล้าปล่อยคนอันตรายเช่นนั้นกลับไปโดยดี

       “ การเค้นถามมีไว้เฉพาะผู้ที่ยอมเปิดปาก การสังหารมีไว้สำหรับผู้ที่หวาดกลัว คนเช่นเขาเลือกจะทำร้ายข้าโดยแลกกับชีวิตของตนเองนับว่าเป็นคนกล้า ในขณะเดียวกันก็อันตรายเกินไป ข้าได้ทำให้เขาไม่สามารถจับอาวุธได้อีกแล้ว แม่นางโปรดละความเจ็บแค้นเถิด ”

        เธอคาดไว้ไม่ผิดคนๆนี้เป็นผู้ที่จิตใจดีจริงๆด้วย ดวงตากลมโตสุกใสนั่นมีความอ่อนโยนและความมีเมตตาแฝงอยู่ และสิ่งที่เขาพูดมานั้นก็ไม่มีสิ่งผิด การสังหารคนมิใช่เรื่องดี ถ้าหากคนร้ายมิสามารถทำร้ายใครได้อีกการปล่อยไว้ให้มีชีวิตก็ไม่เสียหาย อีกทั้งหากการคาดคั้นมิเกิดผล สิ่งที่ทำลงไปก็ล้วนจะเป็นบาปติดกายไปเสียเปล่า มินำพาประโยชน์อันใดเลย

       “ แม่นางทั้งสองรีบกลับไปทำแผลก่อนเถิด หากยังไม่วางใจข้าขออาสาเดินไปเป็นเพื่อนพวกท่านเอง ”

       คำพูดนั้นมาพร้อมรอยยิ้มที่เพียงแค่มองก็ทำให้โลกทั้งใบสว่างไสวในทันตา เริ่นเจียเซวียนตกลงให้คนผู้นี้เดินไปส่งตนกับซีเอ๋อร์ถึงหน้ากำแพงคฤหาสน์ อาทิตย์อุทัยเริ่มคล้อยต่ำลง ผืนฟ้าเริ่มอาบไล้ด้วยสีแดงฉานก่อนสีฟ้าเข้มเริ่มเข้าแทนที่ กว่าทั้งสามคนจะกลับมาถึงคฤหาสน์เริ่นท้องฟ้าก็ไร้ซึ่งแสงอาทิตย์เสียแล้ว ระหว่างทางไม่มีผู้ใดเอ่ยคำจนกระทั่งถึงที่หมาย บ่าวรับใช้สองนายรีบเข้ามาประคองซีเอ๋อร์ไปรักษาบาดแผลที่เรือนสาวใช้ ปล่อยให้คุณหนูของบ้านอยู่รับแขกเพียงลำพัง

 

edit @ 20 Mar 2010 22:51:20 by มังกรฟ้า

Comment

Comment:

Tweet

มันคืออะไร...embarrassed

#1 By Wanwan_by_Beer on 2010-05-01 22:23