“ ท่านผู้กล้า ขอเชิญท่านเข้าไปข้างในก่อนเถิด ”

         คุณหนูเริ่นเอ่ยพลางนำจอมยุทธ์หนุ่มเข้าไปภายในเรือนรับรอง คฤหาสน์หลังนี้ช่างใหญ่โตสมฐานะของคหบดีผู้มั่งคั่งของเมืองจริงๆ เรือนไม้ทั้งหลังถูกก่อสร้างให้มีขนาดใหญ่โตโอ่อ่าน่าเกรงขามหากก็ยังมิทิ้งลวดลายชดช้อยสวยงามไว้ตามเสาและบานประตูบ่งชี้ถึงความปราณีตบรรจงของช่างไม้ผู้แกะสลัก ราวระเบียงที่เชื่อมโยงเรือนไม้แต่ละหลังประดับไว้ด้วยไม้เลื้อยที่ทิ้งตัวห้องลงราวแนวม่านแห่งพฤกษา หากแม้นว่านี่เป็นยามแรกอรุณขึ้นคงมิแคล้วรู้สึกราวกำลังเดินลอดผ่านซุ้มบุปผาสู่สวรรค์เป็นแน่แท้  แขกผู้มาเยือนทอดมองทัศนียภาพตลอดทางที่เดินผ่านอย่างสำราญใจ รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้ากลมเกลี้ยงนั้นดึงความสนใจจากสาวงามที่เดินนำหน้าให้ต้องหันมาชำเลืองมองอยู่บ่อยครั้ง รอยยิ้มชวนมองของเขากับใบหน้าอิ่มเอมนั้นทำให้ผู้เป็นเจ้าของเรือนรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก เมื่อทั้งสองมาถึงหน้าเรือนรับรองเริ่มเจียเซวียนก็เอื้อมมือผลักบานประตูเข้าไป และทันทีที่ประตูเปิดออกร่างของคหบดีเริ่นกับภรรยาก็รีบรุดเข้ามาซักถามบุตรสาวของพวกตนอย่างร้อนใจ

         “ เจียเซวียน ได้ข่าวว่าเจ้าถูกลอบทำร้ายงั้นรึ เจ้าได้รับอันตรายหรือไม่ ”

         “ ลูกบาดเจ็บหรือเปล่า มาให้แม่ดูอาการที ”

         เริ่นฮูหยินจับตัวบุตรสาวหมุนไปมาเพื่อสำรวจหาบาดแผล คนเป็นแม่เช่นเธอแทบจะขาดใจเมื่อบ่าวรับใช้วิ่งโร่เข้ามาแจ้งว่าบุตรสาวของเธอและเด็กรับใช้ถูกลอบทำร้ายระหว่างทางกลับบ้าน

             “ ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าสบายดีไม่ได้รับบาดเจ็บที่ใดเลยแม้แต่น้อย เคราะห์ดีที่ท่านชายผู้นี้ให้ความช่วยเหลือแถมยังอาสาเดินมาส่งข้ากับซีเอ๋อร์ถึงที่ ”

         เริ่นเจียเซวียนว่าพลางผายมือไปทางบุรุษในชุดคลุมสีเขียวอ่อนที่ยืนอยู่เบื้องหลัง สองสามีภรรยาที่เพิ่งจะสังเกตเห็นชายหนุ่มทราบความจึงรีบแสดงความเคารพต่อผู้มีพระคุณของบุตรสาว หากผู้ที่ยืนอยู่กลับรีบเข้าไปประคองทั้งสองขึ้นอย่างเก้อเขิน ด้วยตัวของเขาเองก็มิได้มีวัยที่ต่างไปจากหญิงสาวที่ยืนอยู่สักเท่าไรนัก การที่จะปล่อยให้คนสูงวัยทั้งสองทำความเคาระเขาเช่นนี้ย่อมมิสมควร

             “ ท่านทั้งสองอย่าได้ทำเช่นนี้เลย ข้าผู้น้อยเป็นผู้อ่อนวัยกว่าสมควรทำความเคารพต่อพวกท่าน ”

         กล่าวจบบุรุษในชุดเขียวก็ประสานมือไว้ด้านหน้าพร้อมค้อมคำนับลงทำความเคารพคนทั้งสองอย่างนอบน้อม ยังความประทับใจและพึงพอใจมาแก่ผู้สูงวัยกว่าทั้งสองยิ่งนัก เด็กหนุ่มผู้นี้ช่วยชีวิตบุตรสาวของพวกเขาไว้ นอกจากไร้ท่าทีอวดตนแล้วยังเปี่ยมด้วยความสุภาพนอบน้อมเป็นที่สุด ท่าทางลักษณะราวคุณชายผู้สูงศักดิ์นั้นบ่งชี้ถึงชาติตระกูลและการได้รับการอบรมที่ดีของชายหนุ่ม

             “ ท่านผู้กล้า ท่านช่วยชีวิตเจียเซวียนของพวกเราไว้ ข้าและภรรยาซาบซึ้งในน้ำใจของท่านยิ่งนัก หากท่านประสงค์สิ่งใดโปรดบอกกล่าวมาเถิด หากมิเกินความสามารถข้ายินดีตอบแทนให้แก่ท่าน ”

         “ ท่านอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย ข้ากับแม่นางผู้นี้บังเอิญมาพบกันนับว่ามีชะตาต้องกัน การช่วยเหลือสหายที่พานพบนับว่าเป็นเรื่องที่สมควรกระทำ ข้ามิได้หวังสิ่งตอบแทนใดจากพวกท่านเลยแม้แต่น้อย ”

         “ น้ำใจของท่านผู้กล้านับว่าประเสริฐยิ่งนัก ไม่ทราบว่าข้าขอทราบนามของท่านได้หรือไม่ ”

             คหบดีเริ่นถามนามของผู้มีพระคุณ หากคำตอบที่ได้รับกลับมีเพียงประโยคสั้นๆจากเด็กหนุ่ม

             “ ข้าผู้น้อยมีแซ่เฉิน ขอเรียนถามแซ่ของพวกท่านเช่นกัน ” 

        “ ตัวข้านี้แซ่เริ่น ผู้กล้าเฉิน มิทราบว่าค่ำคืนนี้ท่านมีที่พำนักแล้วหรือยัง หากท่านยังไร้ที่ค้างแรมและไม่รังเกียจก็ขอให้พวกเราได้ต้อนรับขับสู้ท่านเป็นการตอบแทนเถิด ”

         เริ่นเจียเซวียนส่งยิ้มให้แก่ชายหนุ่มผู้แซ่เฉินอย่างสนับสนุนให้เขาตอบรับคำเชิญของผู้เป็นบิดา นอกจากเธอจะได้ตอบแทนเขาแล้วการได้มีโอกาสทำความรู้จักชายหนุ่มผู้นี้คงจะดีมิใช่น้อย ใขณะที่ชายหนุ่มทำหน้าครุ่นคิดอยู่สักพักก็คลี่รอยยิ้มสุภาพพลางตอบกลับชายสูงวัยอย่างเกรงใจ

             “ ถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องขอรบกวนพวกท่านแล้ว ”

        

           อาหารค่ำมื้อนี้ช่างถูกปากเขายิ่งนัก สเน่ห์ปลายจวักของฮูหยินเริ่นช่างยากจะหาใครเทียม รสชาติอันโอชะและน้ำชาจากใบชาชั้นดีนั้นนำพาความสุนทรีย์อิ่มเอมใจให้เขามิใช่น้อย คหบดีเริ่นจัดเลี้ยงต้อนรับเขาอย่างดีอีกทั้งยังจัดเตรียมห้องพักพร้อมเครื่องใช้ไว้ให้เขาอย่างมิขาด สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเกรงอกเกรงใจยิ่งนักทั้งยังรู้สึกยินดี ด้วยเวลาที่ผ่านมาหลายแรมปีได้ทำให้ทองคำแท่งในถุงเงินของเขาถูกควักใช้ออกไปเสียจนเกือบเกลี้ยงถุง

              ชายหนุ่มผู้แซ่เฉินหย่อนกายลงบนเตียงที่ปูด้วยฟูกนุ่มพลางครุ่นคิดถึงบางสิ่งอย่างเหม่อลอย มิคาดเลยว่าในชั่วขณะที่ความคิดล่องลอยอยู่นั้นจะแว่วเสียงแหลมเล็กของหญิงสาวผู้หนึ่งเข้ามาในโสตประสาทเรียกสติของเขาให้กลับคืนมาสู่ความเป็นจริง

             กระบี่ที่วางอยู่ถูกคว้าขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนบานประตูจะถูกกระชากเปิดออก เสียงหวีดร้องที่เขาได้ยินเมื่อครู่เป็นเสียงของคุณหนูเริ่นที่เขาช่วยไว้เมื่อยามเย็นมิผิดแน่ และคนที่ได้ยินเสียงนี้ก็มิใช่เขาเพียงคนเดียวเห็นชัดจากเจ้าของบ้านทั้งสองที่วิ่งเริดหน้าไปทางเรือนอันเป็นที่พำนักของบุตรสาว

              วิชาตัวเบาถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง ร่างเพรียวลมของนายเฉินพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วโดยมีจุดหมายอยู่ที่เรือนเล็กที่อยู่เยื้องออกไปไม่ไกลนัก และภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้ชายหนุ่มรีบชักกระบี่ก่อนตรงเข้าสยบกลุ่มคนในชุดพรางตัวอย่างไม่รอรี หากแทนที่คนกลุ่มคนนั้นจะประกระบี่กลับเขาสักครั้ง พวกมันกลับพ่นควันบางอย่างเข้าใส่เขาก่อนฉุดร่างของเริ่นเจีนเซวียนที่สลบไสลกระโดดข้ามหลังคาและกำแพงรั้วออกไป

              ควันพิษ!

             คำที่ผุดขึ้นมาในหัวนี้ทำให้ชายหนุ่มรีบยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูก คนพวกนี้ช่างร้ายนักทั้งยังเจ้าเล่ห์ขลาดเขลาเป็นที่สุด ดูท่าเหล่าคนที่มุ่งร้ายต่อคุณหนูเริ่นผู้นี้คงจะมิใช่ธรรมดาเสียแล้ว หากนั้นมิใช่สิ่งที่เขาควรสนใจในยามนี้ ที่เขาควรทำคือกระโจนกายไล่ตามกลุ่มคนร้ายคนออกไปเสียก่อนที่พวกมันจะลี้หายไปไกล

             ชายหนุ่มดีดกายขึ้นทะยานสู่เหนือหลังคาเรือนและใช้เพลงวิชาตัวเบากระโดดข้ามรั้วกำแพงตามไปยังทิศทางที่คนร้ายมุ่งไป กลุ่มเงาดำวูบไหวอยู่ไกลลิบตา แม้เขาจะเร่งกระโจนเหินเหนือหลังคากำแพงรั้วตามไปก็ยังยากแก่การติดตามให้ทัน จนเมื่อถึงเขตชายป่าที่อยู่ชานเมืองนั่นเล่าสถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายลง ท่ามกลางความมืดมิดที่ทัศนียภาพถูกบดบังเช่นนี้เพียงสิ่งเดียวที่จะนำทางเขาได้นั่นคือเสียงใบไม้ยวบไหวตามจังหวะการก้าวกระโดดของกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหน้าเท่านั้น

             เปลือกตาบางค่อยๆปิดลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสัมผัสทางโสต ป่าสนยามค่ำคืนช่างน่ากลัวนัก นอกจากเสียงเห่าหอนของสัตว์ป่าในที่ซึ่งลึกเข้าไปแล้ว เสียงแมลงจั๊กจั่นแลจิ้งหรีดเรไรก็ช่างเพิ่มความน่าสยอดสยองชวนขนลุกเข้าไปอีก หากมิเป็นเพราะช่วยคนอย่าได้หวังเลยว่าคนอย่างเขาจะเหยียบย่างเข้ามาในป่ายามค่ำคืนเช่นนี้

             และแล้วเขาก็ได้ยิน! เสียงใบไม้ยวบไหวอย่างผิดธรรมชาติดังมาจากบูรพาทิศ ชายป่าด้านหลังนั่นคืออุดรทิศเช่นนั้นแล้วที่เขาต้องตามไปคือทางซ้ายมือที่มุ่งตรงเข้าสู่เทือกเขาใหญ่ที่ตั้งตระหง่านน่าเกรงขามแม้อยู่ในยามเที่ยงวัน หากเป้าหมายของกลุ่มคนร้ายอยู่ที่อีกฟากฝั่งของเทือกเขานั่นก็ต้องใช้เวลานานหลายวัน ตอนนี้เขาได้แต่หวังและภาวนาว่าในระหว่างนั้นเขาจะสามารถช่วยคุณหนูเริ่นออกมาได้ ก่อนที่อันตรายแห่งป่าจะมาเยือน

        

           เสียงซุบซิบที่ฟังไม่ได้ศัพท์ดังรบกวนเธอย่างน่ารำคาญตัดกับเสียงแตกประทุของเศษไม้เรียกให้ผู้ที่หลับใหลด้วยฤทธิ์ยาให้รู้สึกตนตื่น เปลือกตาปรือขึ้นช้าๆภาพตรงหน้านั้นเลือนรางจนต้องกระพริบตาอยู่หลายครั้งกว่าสิ่งที่เห็นจะชัดเจน กองไฟสีแดงฉานลุกโชนสะบัดเพลวราวกำลังเริงระบำอยู่เหนือกองไม้ฟื้นที่สุมไหม้อยู่ด้านล่าง ผู้ที่นั่งกระจายล้อมกองไฟนั้นล้วนแต้งกายด้วยชุดเครื่องสีดำอำพรางตนและดูลึกลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งในความคิดของคนที่เพิ่งได้สติเช่นเธอ

             ปากน้อยๆอ้าออกหวังเปล่งเสียง หากสิ่งที่ได้ยินกลับมีเพียงเสียงอู้อี้มิได้ศัพท์ ที่แท้ปากของเธอก็ถูกมัดปิดไว้ด้วยผ้า ครั้นจะขยับมือเท้าก็มินำพาด้วยทั้งสองแขนและสองขาของเธอถูกมัดแน่นเสียจนมิสามารถขยับได้ อย่าว่าแต่จะคิดหนีเลย แค่พยุงกายขึ้นนั่งก็ยังเป็นเรื่องลำบากสำหรับเธอเสียด้วยซ้ำ

             “ แล้วเราจะทำอย่างไรกับคุณหนูนี่ดี ”

             เสียงทุ้มแฝงกระแสเหี้ยมเกรียมดังขึ้นจากผู้ที่มิได้คาดผ้าปกปิดใบหน้า สายตายามทอดมองมาทางเธอช่างน่าสะอิดสะเอียนขยะแขยงเป็นที่สุด ดวงตาที่ขุ่นบอดไปข้างหนึ่งของมันมิได้ช่วยลดทอนแววกระเหี้ยนกระหือรือที่มันแสดงออกมาเลยแม้แต่น้อย เคราะห์ดีที่คนอีกคนหนึ่งผู้ดูราวจะเป็นหัวหน้าในกลุ่มคนร้ายนี้ตวาดใส่หน้าคนร้ายโจรราคะนี้อย่างมิสบอารมณ์

             “ ถ้าไม่อยากถูกควักตาอีกข้างที่เหลืออยู่ก็ทิ้งความคิดชั่วๆของแกทิ้งเสีย! แม้พวกเราจะเป็นฝ่ายรับจ้างทำงานอย่างอธรรม แต่อย่าได้ลดตัวไปกระทำตนอย่างเช่นโจรป่ามากราคะ มิเช่นนั้นแล้วเจ้าเองก็จะมิต่างอะไรจากเศษสวะเดนสังคม ”

         หลังจากถูกสั่งสอนเจ้าคนที่ริจะลดตัวลงก็หลุบตาของมันหนีแม้จะยังมิคลายแววกระหายทิ้ง ในขณะที่ผู้ตวาดเลื่อนตาเหลือบมองมาทางหญิงสาวที่เป็นเป้าหมายของงานในครั้งนี้

             “ ดีใจไว้เสียเถอะคุณหนูที่ยังมีชีวิตอยู่ ครั้งก่อนที่คนของเราหมายจะเอาชีวิตเจ้านั้นเป็นเพราะการสื่อสารที่ผิดพลาดของพวกเราเอง งานของเราคือการพาตัวเจ้าไปยังอีกฝั่งฟากของภูเขาลูกนี้ ไม่แน่นะเจ้าอาจจะนึกเสียใจในภายหลังก็ได้ที่รอดชีวิตมาในครั้งที่แล้ว ”

         สิ้นคำพูดผู้ที่ยังคงปิดบังใบหน้าอยู่ก็เอนกายลงนอน เสียงพูดคุยดำเนินต่อไปสักพักก่อนจะเงียบลงเมื่อทุกๆคนเข้าสู่ห้วงนิทรา เหลือเพียงแค่หนึ่งคนที่อยู่เฝ้ายอมและตัวเธอที่ยังมิสามารถข่มตาลงได้ ทำไมกันหนอ ทั้งๆที่เธอเองไม่เคยสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจกับใครไว้ทั้งสิ้นแล้วเหตุใดจึงมีผู้คิดปองร้ายต่อเธอได้ 

            ค่ำคืนที่โอบล้อมไว้ด้วยความหวาดระแวงกลัวนี้ช่างยาวนานนัก อีกเพียงไม่นานก็ก็จะได้เวลารุ่งสาง แต่กระนั้นตัวเธอก็ยังมิสามารถสงบใจลงได้ ตาใสๆคลอหยาดน้ำตาของเธอยังคงเหลือบซ้ายแลขวาอย่างหวาดระแวง ในสถานที่เช่นนี้รอบกายล้วนมากด้วยภัยสารพัด นอกเหนือภัยป่ายังมิวายภัยคน ดวงตาหื่นกระหายของเจ้าคนนัยน์ตาเดียวเมื่อครู่ยังคงติดอยู่ในความคิดของเธอ เกรงว่าเคราะห์กรรมในครั้งนี้เธอคงมิได้เสียเพียงหนึ่ง

             ผู้ที่ถูกมัดนอนอยู่ยังคงคิดวุ่นวายด้วยจิตใจที่สับสนหวาดกลัว ดวงจิตที่ฟุ้งซ่านนี้ทำให้เธอมิทันได้รู้สึกถึงเงามืดที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งเจ้าของเงานั่นวางมือลงบนบ่าของเธอนั่นเล่าร่างของเริ่นเจียเซวียนจึงสะดุ้งอย่างสุดตัว มือที่แตะบ่าอยู่รีบเอื้อมมาปิดปากของเธอและคว้าร่างของเธอพลิกกลับมามองใบหน้าของเขา

             แม้จะอยู่ท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงจากกองไฟหากใบหน้ากลมเกลี้ยงที่อาบไล้ด้วยแสงไฟสีส้มนั่นเธอก็จำมันได้เป็นอย่างดี มิใช่เขาหรอกหรือที่ช่วยชีวิตของเธอไว้เมื่อเย็นวาน ที่แท้เขาก้คือจอมยุทธ์เฉิน!

             คนที่อยู่ตรงหน้าชูนิ้วขึ้นแนบปากแทนสัญญาณมิให้เธอส่งเสียง ก่อนที่เขาจะหยิบเอามีดสั้นเล่มหนึ่งขึ้นจากชายเสื้อกรีดตัดเศษผ้าที่มัดมือและเท้าออกเธอออก ทันทีที่มือทั้งสองเป็นอิสระเริ่นเจียเซวียก็โผเข้ากอดผู้มาช่วยเหลืออย่างยินดี แม้จะรู้สึกผิดปกติอยู่บ้างแต่เธอก็มิได้ใส่ใจนัก ทางด้านผู้ที่ถูกกอดนั้นนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะดันตัวของเธอออกพลางส่งสัญญาณให้รีบหนีออกไปจากบริเวณนี้

              ทั้งสองหนีออกมาได้ระยะทางหนึ่งแล้ว แม้กระนั้นผู้ที่นับตั้งแต่มาช่วยเธอไว้ก็ยังคงมิเปล่งคำพูดใดๆออกมา ยังคงตั้งหน้าตั้งตาพาเธอออกวิ่งโดยมีเขาช่วยฉุดและแบกเธอขึ้นผ่านเนินเขาที่ขรุขระบ้างในบางครั้ง ขณะนี้ผ่านเวลารุ่งสางมาแล้วรุ่งอรุณแห่งวันใหม่กำลังจะมาเยือน แม้จะเหนื่อยแทบขาดใจแต่ก็ต้องทนด้วยเธอทราบดีว่ายิ่งพวกเธอออกห่างจากกลุ่มคนร้ายมากเท่าไรก็ยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น

             “ โอ๊ย! ”

         เสียงใสๆอุทานเมื่อชนเข้ากับแผ่นหลังของคนที่หยุดการเคลื่อนไหวอย่างกระทันหัน

             “ ท่านเฉิน! ”

         เริ่นเจียเซวียนอุทานอีกครั้งเมื่อคนที่เธอชนเข้าเซกายไปอย่างเจียนจะล้ม  มือทั้งสองผวาเข้าไปพยุงกายของเขาไว้อย่างตกใจ ครั้งเมื่อเธอเห็นสีหน้าของเขาชัดก็ต้องตกใจยิ่งกว่าเดิม ใบหน้าขาวผ่องเจิดจรัสของเขาบัดนี้กลับขาวซีดอิดโรยยิ่งนักดูราวกับผู้ป่วยมากโรคที่ใกล้สิ้นชีพอย่างไรอย่างนั้น ตัวเล็กๆของเขาที่เธอสัมผัสได้จากการกอดเมื่อเวลาที่ผานมานั้นราวกับจะเซล้มได้ตลอด

             สาวงามช่วยพยุงร่างของชายหนุ่มนั่งลงพิงต้นไม้ใหญ่ เธอลืมคิดไปได้อย่างไรนะว่าเขาเร่งเดินทางมาเกินกว่าครึ่งคืนเพื่อช่วยเธอออกมาจากเงื้อมมือของคนไม่ดีเหล่านั้น แถมยังพาเธอออกวิ่งมาอีกตั้งนานโดยมิได้หยุดพัก การที่ไม่ล้มทั้งยืนตลอดระยะทางที่ผ่านมานับว่าสามารถยิ่งแล้วสำหรับบุรุษที่รูปร่างบอบบางไม่แข็งแรงเช่นเขา

             “ ท่านเฉิน ท่านเป็นอย่างไรบ้าง พวกเราหยุดพักเอาแรงกันหน่อยดีไหม ”

             แม้จากสีหน้านั่นจะบอกชัดว่าเขาไม่อยากหยุดพักแต่ด้วยสังขารของร่างกายมินำพาจึงจำใจต้องพยักหน้ารับ เขาล้วงหยิบมีดสั้นที่ตัดผ้าเมื่อยามเช้ามืดยื่นให้แก่เธอแทนอาวุธป้องกันตน ก่อนที่จะหลับตาลงและเข้าสู่ห้วงนิทรารมณ์ไปในบัดดล

             คนที่แม้จะอ่อนเพลียหากไม่มีความง่วงงุนแม้แต่น้อยทรุดตัวลงนั่งข้างๆผู้ไม่รู้ตนแล้วอย่างผ่อนคลาย แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางอันตรายหากความอบอุ่นที่สัมผัสได้ยามอยู่ใกล้เขาคนนี้ช่างเป็นสิ่งที่สร้างความรู้สึกดีให้เธอมากเหลือเกิน แม้จะปราศจากบทสนทนาแต่สิ่งที่เขากระทำนั้นช่างสร้างความประทับใจและความรู้สึกผูกพันให้แก่เธอได้มากนัก ความรู้สึกเช่นนี้มิใช่ความรักในเชิงหนุ่มสาว หากเป็นความรู้สึกวางใจและผูกพันราวกับเธอและคนๆนี้ได้คบหาเป็นสหายกันมานานแรมปี

             ลมหายใจที่เหนื่อยหอบของเธอกลับคืนสู่งจังหวะการหายใจเดิมแล้ว หัวใจที่เต้นแรงเร็วด้วยความหวาดหวั่นและตื่นกลัวก็กลับมาเต้นตามจังหวะเดิม นิ้วเรียวยาวอย่างผู้มิเคยลำบากยกมีดสั้นที่ด้ามสลักลายหงส์ขึ้นมอง เธอคาดไว้มิผิด คนผู้นี้จะต้องเป็นผู้ที่มาจากตระกูลดีเป็นแน่แท้ เพียงแค่ไข่มุกเนื้ออมชมพูที่ฝังอยู่เคียงคู่ลายหงส์บนด้ามนี้ก็สูงค่ายิ่งนักแล้ว มินับตัวด้ามมีดอันครมกริบที่ราวจะตัดทองคำได้โดยง่ายนี้ ดาบเล่มนี้ต้องเป็นของสำคัญสำหรับบุรุษผู้นี้เป็นแน่แท้ 

edit @ 20 Mar 2010 22:55:46 by มังกรฟ้า

edit @ 20 Mar 2010 22:56:28 by มังกรฟ้า

edit @ 20 Mar 2010 22:56:46 by มังกรฟ้า

Comment

Comment:

Tweet